โดยสรุปเมื่อพูดถึงเรื่องธรรมวิถีของแต่ละธุรกิจ ก็หมายความถึงจริยธรรมของแต่ละธุรกิจนั่นเอง ซึ่งในธุรกิจการเงินและการธนาคาร จริยธรรมหลัก น่าจะหมายถึง ความซื่อสัตย์ ความโปร่งใส ถ้าในธุรกิจในการใช้จริยธรรมเหมือนกันหมดก็ไม่มีปัญหา แต่หากเราดูในธุรกิจที่เราต้องแข่งขัน พบว่าเราอยู่ด้วยจริยธรรม แต่คู่แข่งไม่ได้อยู่ด้วยจริยธรรม เราจะสู้เค้าได้อย่างไร ตัวเราเองก็ต้องพิจารณาว่า เราจะยึดคุณธรรมความถูกต้อง หรือยอมลดมาตรฐานจริยธรรมของเราลงไปแข่งขันกับเค้า หรือหากในกรณีที่เราแข่งขันกับเค้า เราต้องรู้จักวางรากฐานที่ใจของเราให้ดีก่อนเริ่มดำเนินการ ถ้าเราเริ่มด้วยการมีกิเลสเป็นตัวผลักดัน อยากมี อยากได้ อยากเป็น เราก็ทำให้จริยธรรมของเราต่ำลง
ต่อข้อถามของวิทยากรว่า กรณีที่ธนาคารพาณิชย์ถือว่าเป็นตัวก่อหนี้ ธุรกิจสร้างหนี้ ซึ่งส่งเสริมให้คนไม่รักษาวินัยทางการเงิน พอมีหนี้ก็จะนำมาซึ่งทุกข์ เราอยู่ในธุรกิจอย่างนี้มีผลกระทบอย่างไรกับตัวเรา พระอาจารย์อารยะวังโส ตอบประมาณว่า คนเราหากโลภเอง โมโหเอง มันก็เป็นกิเลสเบื้องต้น แต่หากเราอยู่ในธุรกิจธนาคารแล้วออกแคมเปญยั่วยุให้คนเกิดกิเลสเพราะเราหวังกอบโกย อย่างนี้เรามีความผิดมากกว่า เป็นกิเลสในระดับที่รุนแรงขึ้นไปอีก ถ้าเราไม่โฆษณา เค้าก็ไม่สร้างหนี้ไม่เป็นภาระใช่หรือไม่ ทั้งนี้ให้ย้อนกลับมาดูที่กิเลสของเราเหมือนเดิมว่า เราอยากได้ อยากกอบโกย เราถึงไปยั่วให้เค้าเกิดกิเลส แล้วดำเนินการตามแผนการของเรา อย่างนี้โทษรุนแรงกว่า อย่างอาชีพดารา นักแสดง มีการยั่วยุให้กิเลสเพิ่มขึ้น อย่างนี้เราก็บาปเพิ่มขึ้น และหากเราเป็นฝั่งตรงข้าม ถูกยั่วยุ ก็ให้มีสติ พิจารณากิเลสของเรา อย่าให้มาครอบงำ (ซื้อได้ มีได้ แต่อย่าให้สิ่งที่มีมาครอบงำเรา เช่น ทำงานจนได้ตำแหน่ง ก็อย่างให้ตำแหน่งเป็นตัวผลักดันไปสร้างกิเลสอื่นๆ อีก
ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนจะเห็นว่า มีผลต่อการประกอบอาชีพ พระพุทธเจ้าถึงมีการเทศนาถึงการประกอบอาชีพอันชอบ มาถึงตอนนี้เราก็อาจบอกว่า อย่างนี้เราก็ขัดแย้งกับโลก แต่จริงๆ แล้วโลกต่างหากที่ขัดแย้งกับเรา พระพุทธเจ้าเคยเทศน์ “เราไม่ให้ขัดแย้งกับโลก แต่โลกที่ขัดแย้งกับเรา” (ปล. ด้วยความเห็นของผู้เริ่มเดิน ผู้เริ่มเดินเข้าใจว่า โลกในที่นี้ไม่ได้หมายถึงโลกที่เป็นธรรมชาติ แต่หมายถึงคนและการดำเนินชีวิตของคนที่อยู่ในโลกที่มัวเมาด้วยกิเลส อันนี้ถูกผิดไม่รู้นะคะ)
วิทยากรถามเพิ่มเติมว่า อย่างธุรกิจธนาคารแม้ว่าจะสนับสนุนคนก่อหนี้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็สร้างรายได้ให้ผู้มีเงินออม อย่างนี้ถือว่าไม่เข้ากับเกณฑ์ที่หลวงพ่ออธิบายข้างต้นหรือไม่ ซึ่งหลวงพ่อตอบว่า มันคนละเรื่องกัน ทุกอย่างให้เริ่มดูที่ต้นตอว่ามาจากกิเลสของเราหรือไม่ ถ้าใช่ มาจากกิเลสเรา เราก็บาป ก็ผิด ดังนั้น เราก็ต้องคอยมั่นตรวจสอบดูแลจิตใจของเราว่า กิเลสมันเพิ่มขึ้นลดลงอย่างไร และเราก็มีหน้าที่ที่ต้องทำให้มันลดลงอยู่เรื่อยๆ
โดยสรุป ให้เราตั้งมั่นให้คุณธรรม และความดีของเรา และให้เชื่อมสั่นว่าความดีต่างๆ ที่เราทำ จะปกป้องเราในที่สุด
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น