หลังจากนอนสมาธิแล้วชักเริ่มฟุ้งก็ดำเนินการเหมือนทุกวันนั่นแหละ ก็ลุกขึ้นมาทำธุระส่วนตัว ดูนาฬิกาก็อีก 15 นาทีก็จะตี 3 เลยคิดว่า วันนี้นั่งสมาธิได้ 15 นาทีก็เก่งแล้ว แล้วก็อธิษฐานจิต ยึดพระรัตนตรัยเป็นที่พึงที่ระลึก และลงมือปฏิบัติ พอเริ่มนั่งไม่นาน ก็ใช้ความรู้ที่ได้รับเมื่อวานมาใช้ นั้นคือการน้อมจิต ต้องบอกว่าหลังจากเจอเมื่อวาน ได้เล่าให้รุ่นพี่นักปฏิบัติฟังก็เลยเหมือนเขียน Flow ละเอียดสำหรับการปฏิบัติของตนเอง และเมื่อเริ่มเห็นว่ามีอาการสงบสุขเกิดขึ้นก็น้อมจิตไปยังจุดนั้น แต่ก็มีสติตามไม่ติดสุข ก็รู้สึกว่าระดับของความสงบสุขเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็น้อมจิตต่อไป จนรูสึกเข้าไปสัก 4 ระดับ แต่ระดับที่ 4 ก็เหมือนเมื่อวาน ประคองจิตให้อยู่ในระดับนั้นค่อนข้างยาก ทั้งจิตและกายทรมาน เริ่มหายใจลำบาก ก็เลยถอยมาอยู่แถวๆ ระดับ 3 ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่า คืออะไร เอาว่าตอนนี้เค้าสอนตั้งแต่นอนสมาธิแล้วนี่ว่าอย่าสงสัย ก็เร่งปฏิบัติต่อไป หลังจากสงบและแช่อยู่ในระดับ 3 พอสมควร ก็ปฏิบัติตามที่ครูบาอาจารย์ทั้งหลายแนะนำ โดยเฉพาะเมื่อวานเช้า ถ้าจำไม่ผิดหลวงพ่อโต๊ะ พระสหายของหลวงตามหาบัว เป็นคนเทศน์เรื่องธรรมปฏิบัติว่าหลังจากสงบก็พิจารณาสังขาร ไล่ผม ขน หนัง ฟัน เล็บ ให้เห็นอนิจจัง อนัตตา แล้วก็ไล่อนุโลม ปฏิโลม เข้าใจว่าไล่กลับย้อนไปมา ดังนั้นหลังจากจิตสงบก็เลยเริ่มไล่
ผม ก็ดำๆ ตรงๆ ก็แตกต่างตามสัญชาติ พอแก่หน่อยก็ขาวทั้งหัว แต่หลุดร่วงไปตั้งแต่ดำก็มี ถ้าเส้นผมอยู่เพียงเส้นเดียวเราทำอะไรเส้นผมเราก็ไม่ได้เจ็บไม่ได้มีความรู้สึกอะไร พอผมมาเสียบอยู่กับหัวเท่าไหร่หากทำอะไรก็ร้องเจ็บซะ สิ่งเหล่านี้สิธรรมชาติ ผมเปลี่ยนสี ผมหลุดร่วงตามเหตุตามอาการของมันเราไปบังคับมันไม่ได้ อย่างนี้ก็คือ อนิจจังละมัง แล้วจิตยังซุกซนช่วยปรุงต่อ อ้าวแล้วกรณีย้อมสีผมหล่ะ เดี๋ยวนี้ก็ทำกันเยอะแยะ จิตที่เห็นธรรมชาติมันมีเป๋ไปเหมือนกัน แต่อีกจิตก็อธิบายว่า แล้วที่ย้อมมันอยู่อย่างงั้นของมันตลอดหรือ คงทุนหรือ แน่ใจนะว่าข้างในจะไม่เหมือนเดิม งานนี้เลยจำนนด้วยเหตุและผลว่า มันไม่เที่ยงของมันจริงๆ แต่ก็ยังอุตสาห์แว่บอีกแน่ะว่า เออหนอ รุ่นปัจจุบันนี้ปฏิบัติธรรมให้รู้ธรรมนั่นยากเสียจริง ความรู้ทางโลกปรุงแต่งกิเลส จนการมองเห็นความจริงตามธรรมชาติตามธรรมดาผิดเพี้ยนไป ก็ต้องกำหนดใจตัวเองพิจารณาให้เที่ยงแท้ ให้เห็นลึกซึ้งต่อไป
อีกความคิดหนึ่ง แวบมาไม่รู้ด้วยความฟุ้งซ่านหรือป่าว ดันความเปรียบเทียบผมกับคนไปได้ คิดว่าผมสีดำที่มีอันหลุดล่วงก่อนวัยก็เปรียบเหมือนคนที่มีเหตุให้ตายก่อนวัยอันควร ส่วนผมที่หลุดล่วงตามวัยก็เหมือนคนที่ตายเมื่อเวลาอันควร ก็แก่ตายนั้นแหละ แล้วอีกจิตหนึ่งก็ถามว่า แล้วไอ้ผมที่ขาวเต็มหัวเป็นอะไร ก็บรรดาคนแก่ที่ยังมีชีวีตอยู่ไว ส่วนไอ้ผมดำ ก็พวกเราๆ นี่แหละ แต่ยังมีคำถามอีกว่า แล้วไอ้ผมย้อมสีผมหล่ะพวกไหน ตอนนั่งการคิดไม่ออก จิตมันไม่มีตัวตอบ สงสัยนิสัยสันดานเดิมจะเกิดในยุคไม่มีการย้อมผม มันก็เลยยังไม่เคยรับรู้มันก็เลยบอกไม่ได้ แต่ตอนนั่งเขียนนี้ก็แวบขึ้นมาแล้ว ก็เป็นพวกพยายามใช้วิทยาการต่างๆ กระชากวัยให้คงหนุ่งสาว กระชากอายุ ธาตุขันธ์ให้ดำรงอยู่ต่อไง นึกแวบไปถึงแถวๆ ICU โน่น
หลังได้ข้อมูลเรื่องผมก็เลยพิจารณาตัวต่อไป
ขน เออขนมันก็มีหลากหลายหนอ จะพิจารณาตัวไหนดี แต่พระท่านก็ให้พิจารณาทีละเส้นก่อน ก็เลยหยิบมาที่ละเส้น ตั้งแต่ ขนคิ้ว ขนตามตัว ขนตามแขนขน แต่ละประเภทขนมันก็เหมือนๆ กัน มันก็เป็นเส้น แต่อารมณ์เดี๋ยวกลับผมนั่นหล่ะ ถ้ามันอยู่ของมัน มันก็ไม่เจ็บปวดอะไร พอมาเสียบกับหนังเท่านั้นเป็นเรื่อง แต่อนิจจังนี่ทีแรกมองไม่เห็น นึกได้ถึงขนตาที่มันร่วงก็เลย รับรู้ว่ามันก็ไม่เที่ยงเหมือนกัน และมันจะหลุดจะร่วงก็ควบคุมมันไม่ได้ นี่ก็คงเป็นอนัตตา และเราก็เสกให้มันยาวสั้นตามใจชอบก้ไม่ได้เหมือนกัน แต่เอาอีกแล้วอีกตัวเถียงมาเลย แล้วพสกจะตัดต่อขนตาหล่ะ คำตอบมาก็กรณีเดี๋ยวกลับผม ในที่สุดก็เป็นเช่นนั้นเอง (ชอบคำนี้จัง) และสรุปว่า เอาอีกแล้ว ทางโลกปรุงแต่งผิดธรรมชาติอีกแล้ว ชักเริ่มแวบ ยังงี้สิ ปฏิบัติธรรมยุคปัจจุบันเห็นธรรมยาก โดนปรุงแต่งจนผิดธรรมชาติหมดแล้ว นั่งพิมพ์อยู่ก็คิดขึ้นมาอีก สมัยก่อนไปตรงๆ ตรงๆ ไหนเห็นคนผมขาว สีผมค่อยๆ เปลี่ยน อารมณ์การปฏิบัตน่าจะดี ดูมันแวบสิ
หนัง อันนี้ตั้งต้นด้วยความงง หนังแยกยังไง ลักษณะสามัญเป็นอย่างไร คิดเท่านี้ความคิดแยกแวบขึ้นมาให้พิจารณาเหมือนถลกหนังไง จับตับผ่ากลางออกเป็นแผ่น มันก็เหมือนกับหนังสัตว์นะ แต่มันใสกว่า เมื่อหนังไม่อยู่ที่กาย ทำอะไรมันก็ไม่เจ็บ แล้วทำไมเวลาอยู่กับกายแล้วเจ็บน่ะ คำตอบมีแต่ไม่กล้าตอบ ตัวตนไง รับได้เปล่า หนังตั้งแต่เด็กเต่งตึง ขาว มีกลิ่นหอมน้ำนม โตมาหยาบกระด้าง หมองคล้ำ แก่ตัวเหี่ยว หย่อนยาน บังคับไม่ให้เหี่ยวก็ไม่ได้ แต่อนัตตา เปลี่ยนแปลงไปมาก็อนิจจัง ก็เหมือนเดิม ทางโลกปรุงแต่ง (แวบมาตอนเขียน ทั้งครีมบำรุง ทั้งศัลยกรรม) ก็ผิดเพี้ยนจากธรรมชาติอีกเช่นเคย
ฟัน อันนี้เห็นชัดหน่อยเด็ก ๆ ฟันน้ำนมสวยน่ารักเป็นเม็ดข้าวโพด โตมาเป็นฟันแท้แปลงสภาพกลายเป็นฟันจอบ ดูแลไม่ดี ก็มีเหตุอันควรให้ลาจากเหงือกไป หรือคนแก่หลุดร่วงตามวัย เพิ่งสังเกตจากตอนมานั่งพิมพ์นี่หล่ะว่า อาการหลุดร่วงใช้กับหลายส่วนของร่างกาย นึกย้อนถึงแม่ที่ฟันหลุดร่วงตามวัย นั่นไงความไม่เที่ยง แถมฟันยังมีการตายก่อนวัยด้วยหากเจออุบัติเหตุ เราจะบังคับให้มันอยู่มันก็ไม่อยู่ติกกับเหงือกให้ มันก็เป็นอนัตตา ยอมรับหรือป่าว มันก็เถียงเรื่องฟันปลอม คำตอบย้อนมาก็ถอดฟันปลอมแล้วเป็นไง โอเคงั้นยอมรับก็ได้
นึกย้อนถึงไอ้ฟันครุฑที่เก็บไว้อยู่ในกล่อง อ้อไอ้ฟันเดียวๆ ที่ให้พิจารณามันก็ชัดเจนขึ้นมา ถ้าฟันมันไม่เสียบในเหงือก มันอยู่เดียวๆ ของมัน ถ้าเราทุบมันก็คงไม่เจ็บเนอะ
เล็บ ยาวเร็วยาวช้าแตกต่างกัน สัญฐานต่างๆ หนาบางต่างกรรมต่างวาระ เพิ่งอาบน้ำเล็บเหมือนบางๆ ตัดง่าย ถ้าตัดเลยเหมือนมันตัดยาก ก็แสดงว่ามันก็มีการเปลี่ยนแปลงตามเวลาตามเหตุปัจจัย (ไม่ต้องแสวงหาเหตุผล) ก็แสดงว่า มันไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลงอยู่อย่างนั้น บังคับควบคุมไม่ได้ นั้นหล่ะอนัจจัง อนัตตา แต่คำถามเถียงขึ้นมาว่า แล้วต่อเล็บหล่ะ อยากให้เล็บยาวก็ทำได้ทันใจ คำตอบก็เหมือนเดิม แล้วถอดเล็บปลอมแล้วเป็นไง ยอมรับก็ได้ แต่ยังไม่เต็มที่
ก็พิจารณาไปกลับ เล็บ ฟัน หนัง ขน ผม ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง กลับไปมา 4 – 5 รอบก็เห็นว่าสมควรแก่เวลา ก็แผ่เมตตาบทรวม แผ่เมตตาเฉพาะเจาะจง คลายสมาธิ ค่อยๆ ถอยจากระดับ 3 2 1 แต่ถอยลำบากเหมือนกัน กลับไปมาอยู่บางช่วง คลายสมาธิแล้วยังค้างอยู่นอกหน่อยคาดว่าแถวๆ 1
วันนี้ เห็นการปรุงแต่งทางโลก ช่วยผิดเพี้ยนจากธรรมชาติ พิจารณายาก ต้องพิจารณาโดยแยบคาย และความสงบสุขเป็นสุขอย่างยิ่ง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น