รู้จักวัดสระกะเทียม
เพิ่มรู้จักวัดสระกะเทียมก็คราวนี้ วัดนี้เป็นสายธรรมยุติ ที่มีการส่งเสริมการปฎิบัติธรรม ท่านเจ้าอาวาสชื่อพระอาจารย์สุพรชัย สารธัมมโม เป็นพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอีกองค์หนึ่ง ท่านเริ่มปฏิบัติด้วยตนเอง โดยยึดตามคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า เท่าที่ได้รับฟังไวยาวัจจกรวัด ทราบว่า ท่านปฏิบัติด้วยตนเองค่อนข้างเข้มข้น และจากเมตตาของท่านที่เปิดโอกาสให้สอบถามข้อคิดเห็นทำให้เห็นว่า ท่านเป็นพระที่เราสามารถยึดเป็นที่พึ่งได้อีกองค์หนึ่ง
วัดสระกะเทียม มีพื้นที่ค่อนข้างกว้างขวางแต่ที่น่าสนใจกว่านั้น คือชาวบ้านแถบนั้นสนในปฏิบัติธรรมกันมากจนน่าตกใจ วันมาฆบูชา มีประชาชนมาจนเต็มศาลา และทางวัดก็มีระบบการจัดการค่อนข้างดี สังเกตได้จาก ไวยยาวัจกรวัดแจ้งข่าวงานบุญว่า เดี๋ยวจะมีงานบุญ ไม่ต้องเตรียมของมาหรอกในแต่ละหมู่บ้าน เดี๋ยวของถวายจะล้นวัด ใครสนใจร่วมบุญก็ติดต่อไวยยาฯ เพื่อจัดเตรียมเลย นี้ก็สะท้อนว่าชาวบ้านรักและศรัทธาในวัดและองค์หลวงพ่อจริงๆ
การปฏิบัติ
หลังจากหลวงพ่อให้กรรมฐานที่ศาลาสารธัมโมในช่วงค่ำของวันแรก สมาทานอุโบสถศีลแล้ว สวดมนต์ทำวัตร และแยกย้ายกันตั้งเต้นท์หรือพักบนศาลากันตามอัธยาศัย สุเลือกที่จะตั้งเต้นท์ แต่ตอนเราไปถึงก็เกิน 2 ทุ่มแล้ว ดังนั้นเราก็เลยตั้งเต้นท์ติดๆ กัน จนอาจารย์ปิยะนาถแซวว่า กล้าๆ กันหน่อย เลยย้ายเต้นท์ออกไปไกลสุดเลย ตื่นมาตอนเช้าเป็นวันมาฆบูชา ก็ไปร่วมงานกับชาวบ้านที่เรือนกระจก ขอบอกว่า ชาวบ้านที่นี่มีศรัทธาและมีสมาธิดีมาก สวดมนต์กันคล่อง เสียงดังฟังชัดมาก และรับฟังธรรมเทศนาครั้งแรกจากหลวงพ่อ ท่านเทศน์เกี่ยวกับการปฏิบัติตัว
อยากเป็นมนุษย์รักษาศีล 5 ของตนให้ดีๆ
เราอยากเป็นอะไรก็ขึ้นอยู่กับเป้าหมายที่เราวางไว้ เราอยากเกิดเป็นมนุษย์ เราก็ต้องรักษาศีล 5 ให้ได้ ศีล 5 คือความปกติของความเป็นมนุษย์ ถ้าต่างคนต่างรักษาได้ ปัญหาวุ่นวายต่างๆ ก็ไม่เกิดขึ้น สังเกตได้จากข่าวสารที่เรารับรู้ก็ได้ต่างเป็นเพราะเกิดจากการล่วงละเมิดศีล ทั้งการฆ่ากันตาย เพราะความหึงหวง ชู้สาว การลักขโมย การพูดจาไม่ถูกหู ดังนั้นให้เราระวังรักษาศีล 5 ของตนให้ดีๆ
หรือถ้าเราอยากเกิดสูงกว่านั้นไปเป็นเทวดาเลย ก็รักษาศีลไว้ บวกกับสร้างโบสถ์ สร้างศาลา มีหิริ โอตัปปะ ก็จะส่งผลให้เราไปเกิดเป็นเทวดาแล้ว หรือ ถ้าเราอยากไปเกิดเป็นพรหมเลย อธิบายเกี่ยวกับพรหมก่อน พรหมนี้ที่เราได้ยินคือ ผู้สร้างโลกใช่ไหม ก็สร้างจากที่มันพังแล้ว ซึ่งในศาสนาพุทธ เราก็เป็นพรหมได้ทุกคนก็ทำทุกอย่างให้มันดีกว่าเดิม กลับมาเรื่องการเป็นพรหมหรือพระพรหม อันนี้รักษาศีล ให้ทาน แค่นี้ไปไม่ถึงนะ ต้องมีการปฏิบัติแล้ว ต้องได้ระดับฌาน แต่ก็มีเสื่อมได้
หรือเดินตามเป้าหมายศาสนาพุทธเลย คือ พระนิพพาน ไม่มาเกิดอีกแล้ว หยุดจากการเวียนว่ายต่ยเกิดกันสักที อันนี้ต้องปฏิบัติให้ได้ระดับวิปัสสนากันนะ
บ่อแร่
หลังจากฟังธรรมเสร็จก็ปฏิบัติกันต่อจนช่วงเย็นก็ได้ฟังธรรมจากพระอาจารย์เป็นครั้งที่ 2 ที่บ่อแร่ ที่นี่พอไปก็มืดแล้ว มองหน้ากันยังไม่ชัดเลย ใช้วิธีจุดเทียนเพื่อให้แสงสว่าง และจุดธูปไล่ยุง ที่นี่มีพระปรางค์นาคปรกเป็นพระประธาน ไม่รู้ว่า ยังไง ใจมันแว่บๆ ว่าเกี่ยวกับพญานาค แต่ช่างมันเถอะ ก็รู้สึกเหมือนมีคนแว่บๆ แถวหลังองค์พระ แต่มองตรงๆ ก็ไม่เห็นมีอะไรเลย พอหลวงพ่อมา ก็เทศน์ว่าเป็นวันดี โอกาสดี เจ้าของเค้าอนุญาตให้ใช้บ่อได้ วันนี้ก็มีทั้งกายหยาบ กายละเอียดมาฟัง วันนี้คงเทศน์เกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมได้ เราเป็นพวกปฏิบัติธรรม เราคาดหวังอะไรจากการปฏิบัติหล่ะ นั่งสมาธิจะอยากเห็นอะไร อยากได้อะไร เรารู้อยู่แล้วเป้าหมายของเรา คืออะไร ดังนั้นเราอย่าปฏิบัติด้วยความโลภ อยากได้นั้นนี่ ให้หันกลบมาพิจารณาเฉพาะเบื้องหน้า เฉพาะเบื้องหน้า อยู่กับปัจจุบันเท่านั้น ไม่ต้องไปคาดหวังอะไรให้มากมาย ตั้งหน้าเดินไปเดี๋ยวมันพร้อม เมื่อสมบูรณ์ก็จะถึงเป้าหมายเอง คำสั่งสอนอย่างนี้ต้องเรียกว่าโดนซะ
กิจกรรมแสงเทียน
กลับจากบ่อแร่ เราเดินกลับมาทำกิจกรรมที่ศาลาสารธัมโม ทำกิจกรรมแสงเทียนกัน ก็สรุปกิจกรรมไปเลยแล้วกันว่า เหล่ากล้าธรรม รับปากอาจารย์ด้วยควากล้าและห้าวหาญในการสืบต่อสายทางต่อแสงเทียนของพระพุทธศาสนาให้สืบต่อไปเหมือนที่พระสงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเดินทางตามรอยพระพุทธเจ้ามากว่า 2500 ปี ทิ้งรอยให้เราได้เดินตาม และก็เป็นหน้าที่ของเราในการเดินต่อให้เหลือรอยให้รุ่นหลังเดินตาม
วันที่ 3 น้อมสักการะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
วันที่ 3 ทำพิธีถวายราชสักการะแต่เช้า และวันนี้ให้ตั้งใจกันเต็มที่เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศล และตักบาตรพระอาจารย์และเดินไปปฏิบัติธรรมที่โบสถ์ โดยแยกย้ายกันรอบโบสถ์ หลังอาจารย์ปิยนาถนำอธิษฐานจิตและปฏิบัติธรรมกัน ที่นี่สู้กันสนุกมาก แพ้บ้างชนะบ้าง นั่งไม่เปลี่ยนเท้าเลย พอค่ำก็ฟังพระธรรมเทศนาจากหลวงพ่ออีกครั้ง วันนี้ท่านเทศน์เรื่องกิเลส กิเลสมีหลายระดับ กิเลสเบื้องต้นกำจัดได้ด้วยศีล เราอย่าละเลย อยู่ในหน้าที่ใดสถานะใดเราก็รักษาศีลของเราในได้ ตอนนี้ถือโบสถศีล ก็ถือศีล 8 ไป เดี๋ยวออกจากศีลก็กลับไปถือศีล 5 ตามปกติ ส่วนพระก็ต้องศีล 227 ข้อ ความระวัดรักษาศีล แม้พระภิกษุสงฆ์ก่อนเริ่มพิธีในโบสถ์ (จำไม่ได้ว่าวันไหน) ยังต้องปราวนาว่า ศีลตนเองบริสุทธิ์เลย ดังนั้นเราก็ให้ฟังรักษาศีลกันให้ดี
กิเลสเบื้องกลาง ระงับได้จากการปฏิบัติสมถกรรมฐานเพื่อให้สามารถสงบ ระงับให้ได้ ส่วนกิเลสระดับสูง คือ กิเลสละเอียด ที่อยู่ในอนุสัย นองเนืองอยู่ในสันดาน เรามาอยู่อย่างนี้ไม่มีอะไรกวนใจก็สงบระงับได้ แต่ออกไปข้างนอก ใครมาด่าพ่อล้อแม่ ก็แทบจะทำร้ายเค้า มันก็ยังมีเดือดขึ้นมา ซึ่งกิเลสอย่างนี้เราต้องปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเพื่อให้หลุดพ้น กำจัดอนุสัยกิเลส อันนี้เวลาปฏิบัติเราต้องมีความละเอียดในการสังเกต ไม่งั้นกิเลสเข้ามาตอนไหนเราก็ไม่รู้ และเราปฏิบัติธรรมเราต้องรู้จักสำรวม อย่าพูดกันให้มาก มันจะฟุ้ง
วันที่ 4 ได้กลับบ้านแล้ว...
วันที่ 4 ใกล้ได้กลับบ้านแล้ว ไปรอบนี้เฉยๆ นะ ช่วงเช้าไม่ได้รู้สึกยินดีที่จะกลับบ้านเหมือนครั้งที่ผ่านมา แต่กลับรู้สึกว่า เราจะสามารถมีระเบียบวินัยในการปฏิบัติเหมือนอยู่ที่นี้หรือไม่ เดี๋ยวก็ลองดูกัน สวดมนต์ปฏิบัติรอบแรก อาจารย์ปิยะนาถ เป็นผู้นำไปฏิบัติ โดยลองให้การกำหนดจิตที่ฐานและเจริญสติโดยการเดินและขยับตัว และให้เจริญกายานุปัสสนา โดยยึดผิวหนังเป็นที่สุดรอบและลองให้สังเกตความแตกต่าง
เวลากำหนดสติไว้ที่ฐานและบริกรรมลงไป จิตไม่ลงไปแนบกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย จะรู้สึกหนักๆ หน่วงๆ บริเวณฐานที่ตั้งจิต แต่ถ้าหนักเกินไปแสดงว่ากดไว้ ข่มไว้ ต้องปล่อยๆ
เวลาเจริญสติโดยวิธีกำหนดสติไว้รอบกาย ยึดผิวหนังเป็นที่สุดรอบ อันนี้จะเห็นร่างๆ แท่นๆ เป็นก้อนๆ เป็นมวลสาร จะไม่เห็นแล้วว่าเราเคลื่อนไหว จะรับรู้เพียงอาการเคลื่อนไหว อาคารคู้ อาการเหยียด
หลังจากออกจากสมาธิ อาจารย์ให้เรามั่นสร้างเมตตาตัวจริงที่มีลักษณะนุ่มๆ อยู่ในใจ แล้วก็แผ่เมตตาไป นอกจากนี้อาจารย์เน้นว่า ควรแผ่เมตตารวมไม่เฉพาะเจาะจงเพราะดีกว่า อย่างเมื่อวานที่บ่อแร่ ถ้าเราสื่อได้ เราจะเห็นว่า กายละเอียดเค้าดีใจออกมาฟังธรรมด้วย นั่งข้างๆ พวกเราอยากได้ผลบุญบ้างเพราะเค้าเดือดร้อน ทุกข์ร้อนอยู่ พวกเราไม่เห็นก็เหมือนคนใจดำ เค้าเดือดร้อนอยู่เราก็ไม่แผ่เมตตา ส่งกระแสเย็นๆ ไปให้บ้าง เราเผยให้พ่อแม่ ครูอาจารย์ แต่ไม่สนใจเค้าเลย เรามองไม่เห็นก็ไม่ใช่ว่าเค้าไม่มีอยู่ อยากให้คิดว่ามีอยู่ และเราก็แผ่ให้เค้าบ้าง เค้าจะได้รับความสุขบ้าง
หลังจากนั้น ทอดผ้าป่า และไวยยาวัจจกรวัด อาจารย์พะเยา (ว์?) พาเดินชมและอธิบายเกี่ยวกับวัดสระกะเทียม หลังจากนั้นก็กราบพระสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า 28 พระองค์ ที่กุฏิพระอาจรย์ กลับมาทานอาหาร และฟังธรรมบรรยายช่วงสุดท้าย โดยอาจาย์วิชชา และอาจารย์ปิยะนาถ เรื่อง คุณสมบัติของผู้มุ่งสู่สันตบท โดยถอดความจากบทเมตตันตกรณียสูตร (ไม่รู้เขียนถูกหรือป่าว เขียนจากความจำยังไม่เช็คชื่อที่ถูกต้อง) โดยสรุปก็คือ เราต้องดำเนินหลักธรรมเหล่านั้น อาทิ การถือสันโดษ การไม่เย่อหยิ่ง การสำรวมกาย การสงบใจ เป็นต้น (ปล อันนี้จำไม่ค่อยได้)
ผลสรุปสำหรับส่วนตัวครั้งนี้ได้อะไรจากการปฏิบัติธรรมครั้งนี้
o ความสงบ ผลจากการปฏิบัติ
o พลังใจและความมั่งคงของจิต รักษาวิธีการไว้
o หลักเมตตาที่ต้องพยายามดำเนินต่อ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น