วันนี้ป่วยอยู่บ้าน แล้วถือว่าโอกาสนอน นอน นอน เป็นบังอร เอาแต่นอน นึกได้ว่าอย่าขี้เกียจก็ดูจิตบ้าง ดูกายบ้าง ถ้าขยับมาห้องน้ำก็ดูกายเคลื่อนไหวไป เอาหนังสือสุตตันตรปิฏก อุตตรนิกายมานั่งอ่าน นอนอ่าน เจอหัวข้อ ปมาทะ อัปปมาทะ แปลว่า ความประมาทและความไม่ประมาท แล้วจิตหนึ่งก็แวบมา ธรรมะเท่ากับธรรมชาติ ธรรมชาติที่ทั้งด้านดีและด้านไม่ดี ดังนั้น ธรรมะมีทั้งด้านดีและด้านไม่ดี พอคิดได้แค่นี่ก็แวบถึงบทสวดมนต์ทำวัตรที่ตอนสงกรานต์ไปปฏิบัติธรรมที่วัดดุสิดารามมา มีบทหนึ่งกล่าวว่า พึงละการกระทำธรรมดำเสีย พึงกระทำแต่กรรมขาว ก็เลยรู้แน่ว่า ที่ปฏิบัติมาคงจะไม่ตรงเสียแล้ว เราพิจารณาเฉพาะธรรมดี พยายามทำดี มันเลยยังไม่ไปไหน ธรรมมะมี 2 ด้าน หรือถ้าพิจารณาเปรียบเทียบตามความสอนของหลวงพ่อปราโมช ปราโมชโช ที่ท่านกล่าวว่า ธรรมคู่ ก็เพิ่งเข้าใจ ชัดเจนแจ่มแจ้งก็ตอนนี้ พึงเจริญพึงพิจารณาธรรมคู่ให้กระจ่าง สรุปเรื่องนี้ก็ได้ข้อมูลจากการประมาท และการไม่ประมาทแท้เชียว
ช่วงเย็นไม่ได้ปฏิบัติ แต่มีโทรศัพท์มาสอบถามปัญหาและเสวนาธรรมกันเล็กน้อย ระหว่างสนทนาก็พบว่า ตาจับการเคลื่อนไหวของกระแสไปในหลอดไฟได้อีกแล้ว งงนิดหน่อยเพราะปกติถ้าจิตละเอียดขนาดเห็นการเคลื่อนไหวนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นหลังนั่งสมาธิหรือออกจากสมาธิใหม่ๆ แต่ก็สังเกตไปเรื่อยๆ แล้วนั่งสมาธิอีกรอบ รอบนี้ไม่มีอะไรทิ้งไว้ให้คิด
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น