วันพุธที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2554

บทเรียนมาแผ่นดินไหวและสึนามิในประเทศญี่ปุ่น - 2

คิดไหม ว่าจะตายวันนี้

มาคิดดูว่าถ้าเราเป็นคนญี่ปุ่นเราจะคิดไหมว่าวันนั้นเป็นวันตายของเรา จะมีเหตุการณ์เข้ามาแล้วทำให้เราตายกะทันหันอย่างนั้น ตอบให้เลยก็ได้ว่า เราไม่เคยคิด

จากกรณีนี้เราก็เห็นแล้วว่าความตายเป็นของแน่นอน เราทุกคนต้องตายแน่ เพียงแต่ไม่รู้ว่ามาถึงเมื่อไหร่เท่านั้น ดังนั้นจากการเรียนรู้ การปฏิบัติธรรมเบื้องต้นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เรารับรู้ รับทราบว่า เวลาตายสำคัญที่สุด คิด / รู้สึก อย่างไรก่อนตายก็เป็นตามภพภูมิต่างๆ กัน

หากขณะตาย เรารู้สึกกลัว หรือตายแบบหลงๆ ก็อาจทำให้เรามีภพภูมิเป็นสัตว์เดรฉาน เราอยากให้ชาติใหม่ของเราเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า เราจะทำอย่างไรให้ช่วงเวลาสุดท้ายของเราคิดถึงสิ่งที่ดีๆ เราก็ต้องสร้างความเคยชินกับจิตของเราให้เรามีความคิดฝ่ายดี จะพุทโธ พุทโธ หรือ ระลึกถึงคุณงามความดีของตนเองก็ต้องทำให้เคยชิน เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว จิตเราจะอยู่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สมมติว่าเรากำลังเจอซึนามิ เราพยายามต่อสู้แล้ว พยายามเต็มที่แล้ว แต่บังเอิญว่าถึงเวลาของเรา เราเริ่มเจ็บปวดเพราะแรงกดของน้ำปริมาณมหาศาลเข้ามากระทบ เริ่มหายใจไม่ออก หายใจติดขัด หากเราไม่ได้ฝึกจิต เราก็จะคิดถึงความเจ็บปวด เราคงไม่คิดไปถึงพุทโธหรอก หรือไม่แว่บนึงของจิตอาจคิดไปถึงคนข้างหลัง แล้วคิดดูภพภูมิใหม่ของเราจะเป็นอย่างไร ดังนั้น บอกตัวเองไว้นะ ว่าความตายแน่นอนเสมอ ยังไงเราต้องตายแน่ๆ แต่ตายอย่างไรจึงจะไปดี เราก็รู้ ฉะนั้นหัดกำหนดซะ


ความโชคร้ายของคนญี่ปุ่น ความโชคดีของเรา

นี่ไม่ใช่การพิจารณาเปรียบเทียบไทยกับญี่ปุ่น แต่หมายความว่า คนญี่ปุ่นอยู่ในประเทศเศรษฐกิจที่ดี แต่มาตายง่ายๆ ดายๆ กับภัยธรรมชาติ เค้าหมดโอกาสได้ตั้งตัว หมดโอกาสได้ทำความดี หมดโอกาสในการใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้ ขณะที่พิจารณาเราตอนนี้ เรามีชีวิตดี เกิดมาเป็นคน มีแขนขาครบถ้วน มีอาหาร หยูกยาเพียงพอ ทำไมเราเอาดีไม่ได้ ก็บอกกันอยู่แล้ว KPI ของนักปฏิบัติ ทำอย่างไรภพชาติที่เราต้องการเวียนว่ายเหลือน้อยที่สุด ทำอย่างไรเราจะเข้านิพพานได้ แต่กันมาดูการปฏิบัติของเรา ดูสิว่ามันสมควรแก่เหตุแก่ผลไหม เรามีชีวิต มีโอกาสในการใช้ชีวิต แตกต่างจากชาวญี่ปุ่นที่หมดโอกาสใช้ชีวิตในโลกนี้ในภพภูมิมนุษย์แล้ว เราใช้โอกาสของเราคุ้มค่าหรือไม่ คำตอบก็คือ เปล่าเลย เราใช้ชีวิตของเราลื่นทะไหลทะเหลือกตามยถากรรม ขอตามใจกิเลส เมื่อกิเลสมันมีบ่วงล่อที่น่าสนุกสนาน เราก็ไม่สนใจแล้วการปฏิบัติธรรมะ

เราบอกว่า ไม่มีเวลา ไม่มีเวลาหรอกสำหรับการปฏิบัติธรรม แต่เรามีเวลาดูโทรทัศน์ มีเวลาฟังเพลง ถามว่าเวลาตายโทรทัศน์กับเพลงช่วยเราเปลี่ยนภพภูมิได้หรือเปล่า ก็เปล่าตามเคย เคยชินมากเลยกับการทำอะไรที่สร้างความสุขให้ตนเอง จนลืมไปว่า การสร้างความสุขให้ตนเองนั้น ความสุขมันก็มาแป่บเดียว เดี๋ยวมันก็หายไปอีก นั่นแหละก็คือจังหวะของความทุกข์ แต่เราก็มองไม่เห็น เราก็ไปตามใจกิเลสอีก เข้าใจว่าตามต้องการแล้วเป็นความทุกข์ น่าอเนจอนาถใจไหม

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น