วันพุธที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ปฏิบัติธรรมผาซ่อนแก้ว: มีแต่ความ เมื่อไม่มีกู

หลังจากศึกษาดูจิตมานิดหน่อย พอเห็นกูแล้ว มาพิจารณาเวทนาเวลาปฏิบัติ ก็เห็นเพิ่มเติมว่า กูชา กูเจ็บ อันนี้ขอพูดภาษาอย่างนี้เพราะมันถึงใจ และใช่กว่า แต่พอเพ่งในความเจ็บ แยกองค์ประกอบ พิจารณาธาตุเพิ่มเติม จึงได้เห็นว่า ความเจ็บมันไม่ได้เกิดร่างกายส่วนไหน พยายามมองหาว่ามันอยู่ส่วนไหนก็ไม่เห็น จาก "กูเจ็บ" มันก็เลยกลายเป็น "ความเจ็บ" ซึ่งหลังจากเห็นความเจ็บอีกไม่นาน ความเจ็บนั้นมันก็หายไป แต่ก็บางทีหรอกนะที่จะพิจารณาได้อย่างนี้

พอมาปฏิบัติที่นี่ ก็ได้ฟังเทศน์เพิ่มเติมซึ่งก็ตรงกับสภาวะธรรมที่เราเจอ ขอสรุปเลยแล้วกัน

ทุกอย่างจริงๆ ไม่มีเรา ไม่มีกู ไม่มีของกู ทุกอย่างมีแค่คำว่า "ความ" เท่านั้น แต่เนื่องจากจิตไปตามรับรู้ และปรุงแต่ง จึงเกิดความรู้สึกเกิดขึ้น สิ่งใดก้ตามที่เกิดขึ้นตามธรรมดา ย่อมดับไปเป็นธรรมดา เป็นบทธรรมที่พระอัสชิ หนึ่งในปัญจวัคคีย์สอน"อุปติสสะมานพ" หรืออนาคตคือ สารีบุตร หากสังเกตุจะพบว่า ท่านใช้คำว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่ง คือ เป็นแค่ something ซึ่งเป็นอะไรก็ได้ เพราะทุกๆ สิ่งมีเกิดและก็มีดับ

เช่น หากเรามีความคิดเกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งแวบเข้ามา หรือกำลังคิดเรื่องใดเรื่องหนึ่ง จิตเราก็จดจ่อกับเรื่องนั้น จนลืมตัวลืมใจ พอรู้ว่าเผลอจิตไถลไปกับสิ่งที่คิด ก็กลับมารู้ในปัจจุบัน พอเราจะหาจิตดวงเดิมที่เผลอไปคิดเราจะหาไม่เจอ เพราะจิตที่คิดดับไปแล้ว เหลือแต่จิตที่กำลังค้นหา ดังนั้น จะเห็นว่าจิตนั้นไม่มีตัวตน หรือ มีความเป็นอนัตตา นั่นเอง

ในการใช้ชีวิตของเรา เราตั้งต้นว่าเราอย่างโน้น เราอย่างนี้ เริ่มต้นด้วยอัตตาตัวตน ดังนั้นเมื่อมีอะไรมากระทบ เราก็มีการคิดปรุงแต่ง อย่างน้อยก็ดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับเรา เราก็จะเริ่มคิดต่อไปว่า เราเป็นงั้นเป็นงี้ สรุปว่าเราก็คิดตามสิ่งที่มากระทบ แล้วก็ไหลไปตามอารมณ์นั้นๆ ก็เกิดทุกข์ขึ้นมา เขียนแล้วรู้สึกว่ายาก ยกตัวอย่างแล้วกัน เรานั่งทำงานอยู่เฉยๆ อยู่กับงาน จิตว่างๆ เบาๆ ต่อมานายเรียกไปหา แล้วบอกโน้นเตือนนี้และบ่นๆ เราได้ยินเสียงนายที่มากระทบก็คิดตาม พร้อมบ่นในใจว่า มาบ่นอะไรกับเรา แล้วจิตก็แต่งต่อไปว่า ไม่เข้าใจหรือไง ว่าเวลาทำงานปกติก็ไม่พอแล้ว แล้วยังเรียกว่าฟังบ่นอีก แล้วก็เดินงอนกลับโต๊ะไป กรณีนี้เห็นไหม เสียงนายมากระทบรู้ไม่ทัน เริ่มตีความเกี่ยวกับตนเอง สุดท้ายก็ทุกข์เพราะปรุงไปปรุงมากลายเป็นงอนนาย เป็นต้น

แต่ถ้าเราตั้งต้นให้ถูกว่า อันตัวเราก็เกิดจากการยืมธาตุทั้ง 4 มา ดังนั้นก็ไม่มีเรา ก็รอวันที่ต้องคืนธาตุเค้าไป เหมือนเราเป็นผู้เช่ามาอาศัยชั่วคราวในบ้านเช่า คือร่างกายนี้ เมื่อบ้านเช่าทรุดโทรมมาก เราก็ย้ายบ้านเช่า ฉะนั้นร่างกายนี้ก็ไม่ใช่เรา

เมื่อนั่งสมาธินาน ไม่เข้าฌาน ย่อมเกิดอาการชา เจ็บ และปวด ทยอยมาเรื่อยๆ ถ้าเราจับที่ลมหายใจก็ปลอดภัย แต่ถ้าจิตแส่ส่ายมาที่ขา ก็รับรู้ถึงอาการปวด กลายเป็น กูปวด พอรู้ทันพิจารณาลงไปขามันก็ไม่ใช่เรา แล้วไอ้ที่ปวดมันคืออะไร อยู่ตรงไหน ก็จะเห็นว่ามันไม่ได้อยู่ในขา มันเป็นอะไรที่ไม่เกี่ยวกับกาย มันก็เรียกว่า เป็นแค่ความปวด แต่ไม่มีใครมีรองรับความปวด

ดังนั้น หากเราสามารถพิจารณาได้ตรงตามความจริงที่ว่า เราไม่มี หรือ กูไม่มี เราก็ไม่มีอะไรมารองรับความรู้สึก ก็จะเห็นเพียงก้อนความรู้สึกเท่านั้น

หรือโดยสรุป เมื่อไม่มีกู ก็มีแต่คำว่า "ความ"

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น